คนกินคลีนต้องรู้ เมล็ดเจีย (Chia Seed) คืออะไร ทำไมฮิตกันจัง

อาหารคลีนฮอตฮิต ที่คนกินคลีนต้องรู้จัก เมล็ดเจีย (Chia Seed)

1

ช่วงนี้เห็นมีแต่คนกินคลีน ทานเมล็ดเล็ก ๆ กลม ๆ มันคืออะไร ใช่แมงลักหรือเปล่า เปล่าจ้า มันคือเมล็ดเจีย Chia seed นั่นเองโดย Chia Seed เป็นพืชที่มีอายุมานานกว่า 3,500 ปีก่อนคริสตกาลตั้งแต่สมัยอาณาจักรแอซแท็ก และอาณาจักรมายันในทวีปอเมริกา  มีความหมายว่า ความแข็งแรง เพราะชาวแอซเท็กและชาวมายันนิยมนำมาบริโภคเป็นอาหารหลักเหมือนกับธัญพืชทั่วไป เช่น ข้าวโพด และถั่ว โดยพวกเขาจะนำเอาเมล็ดเจียมาบดรวมกับแป้ง คั้นเป็นน้ำมันออกมาเพื่อใช้ดื่ม หรือไว้ปรุงอาหาร ด้วยความเชื่อที่ว่า เมล็ดเจียมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงนั่นเอง 

เมล็ดเจียเป็นพืชในกลุ่มเครื่องเทศตระกูลเดียวกับกะเพรา หรือ มินต์ มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ชื่อว่า Salvia Hispanica L.ลักษณะลำต้นสูงประมาณ 4-6 ฟุต เป็นพืชให้เมล็ดเล็ก ๆ มีสองสีคือดำและขาว เปลือกนอกเมล็ดพองตัวได้เหมือนเม็ดแมงลัก พืชชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น และเป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกกันมากในทวีปอเมริกา ได้แก่ ประเทศเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา โบลิเวีย เอกวาดอร์ และกัวเตมาลา นอกจากนี้ก็ยังปลูกได้ในประเทศออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทยมีการเพาะพันธุ์เมล็ดเจียในหลายจังหวัด ส่วนใหญ่คือ ลำปาง กาญจนบุรี ฯลฯ

2

เมล็ดเจีย Vs เม็ดแมงลัก ต่างกันอย่างไร

หลายคนเข้าใจคิดว่าเมล็ดเจีย คือเม็ดแมงลัก ความจริงแล้วเป็นธัญพืชคนละชนิดกันเลยค่ะ แม้ว่าทั้งเมล็ดเจียและเม็ดแมงลักจะนำไปแช่น้ำแล้วจะมีลักษณะคล้ายกันก็ตาม แต่ก็มีความต่างที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ค่ะ นั่นคือ ก่อนนำไปแช่น้ำ เมล็ดเจียจะมีลักษณะรี มีสีน้ำตาลเทา มีลวดลายเล็กน้อย ส่วนแมงลักจะมีลักษณะรี มีสีดำเข้ม แต่ถ้าหากนำไปแช่น้ำแล้วจะพบว่าเมล็ดเจียจะเกิดการพองตัวลักษณะเม็ดใส แต่เม็ดแมงลักจะพองตัวลักษณะเม็ดมีเมือกสีขาวขุ่น

เมล็ดเจียกับคุณค่าทางโภชนาการที่ไม่ธรรมดา

จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture) เผยว่า เมล็ดเจียเป็นธัญพืชที่มีคุณสมบัติเป็นทั้ง Super Fruit และ Super Seed อัดแน่นไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ ไฟเบอร์ กรดไขมันดีชนิดโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 แคลเซียม สารต้านอนุมูลอิสระ และโปรตีน ซึ่งเมื่อนำเมล็ดเจียเต็มเมล็ด หรือนำไปบด แล้วนำไปแช่กับของเหลว เช่น น้ำ น้ำผลไม้ หรือ นม เมล็ดเจียจะสามารถพองตัวขึ้นมาได้อีก 12 เท่า ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับอาหารได้ เช่น การเพิ่มเมล็ดเจียในน้ำผลไม้ที่มีสารเรสเวอราทรอล เช่น น้ำทับทิม หรือ น้ำผลไม้ตระกูลเบอร์รี จะช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในเครื่องดื่มนั้น ๆ ได้

3

เมล็ดเจีย ลดความอ้วนได้อย่างไร

เมล็ดเจียเหมาะที่จะเป็นอาหารลดน้ำหนักอย่างดี เพราะนอกจากจะช่วยคุมความอยากอาหารได้แล้ว ยังทำให้เราอิ่มท้องนานแบบมีแคลอรีต่ำ ไม่สะสมเป็นไขมันในร่างกายได้ แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าเบื้องหลังนั้น เมล็ดเจียมีกลไก 3 อย่างเท่านั้นที่ทำให้เราลดความอ้วนได้สำเร็จ นั่นคือ

ดูดซึมของเหลว เมล็ดเจียอุดมด้วยไฟเบอร์ที่ละลายในน้ำได้ ดังนั้นเมื่อเรานำเมล็ดเจียไปแช่ในของเหลวประเภทต่าง ๆ เช่น นม น้ำเปล่า หรือ น้ำผลไม้ เมล็ดก็จะทำการอุ้มน้ำเอาไว้ และเมื่อเราทานเข้าไป ไฟเบอร์ก็จะทำการขยายตัวในกระเพาะของเรา เราจึงรู้สึกอิ่ม

ค่อย ๆ ถูกย่อย อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ไฟเบอร์นั้นย่อยง่าย แต่แทนที่จะถูกระบบย่อยอาหารของเราย่อยสลายหมดไปภายในพริบตาเดียว กลับกลายเป็นว่าระบบย่อยอาหารค่อย ๆ ย่อยไปทีละน้อย เราจึงรู้สึกอิ่มนาน ไม่นึกอยากกินอะไร

คงคุณค่าสารอาหาร เมล็ดเจียถือเป็นตัวช่วยลดน้ำหนักที่ดีสำหรับคนชอบกินนะคะ เพราะการที่เราอยากกินจุบจิบก็มาจากการที่ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายไม่เพียงพอนั่นเอง

สูตรการรับประทาน Chia

สำหรับการดื่มประจำวัน >> น้ำสะอาด 1 ขวด + chia seeds 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำมะนาวสดอีก 2 ช้อน ผสมเข้าด้วยกัน ใช้ดื่มระหว่างมื้ออาหาร

สำหรับเครื่องดื่มทั่วไป >>  สามารถเติม chia seeds ลงไปครึ่งช้อนโต๊ะและปั่นไปพร้อมๆกันได้เลย

4

ข้อควรระวังจากการทานเมล็ดเจีย (Chia Seeds Side Effects )

เมล็ดเจีย (Chia Seeds) เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วย สารต้านอนุมูลอิสระ โปรตีน เส้นใย และ ฟลาโวนอยด์ เป็นที่ยอมรับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกา และ ได้รับการยืนยันว่าไม่มีแนวโน้มเป็นพิษ สมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน (AHA) ได้แนะนำให้ผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจควรกินเมล็ดเจี่ย(Chia Seeds) ทุกวัน แต่ทั้งนี้คุณประโยชน์และและข้างเคียงยังไม่มีใครรู้สักเท่าไหร่

จากการสังเกตและศึกษาที่ได้รับการเปิดเผยในก่อนหน้านี้

ข้อควรระวังมีดังนี้

  • เมล็ดเจีย(Chia Seeds) มีเส้นใยสูงถึง 25% อาจก่อให้เกิดอาการท้องอึดและแก๊สในทางเดินอาหารได้ ข้อควรแนะนำให้รับประทานเมล็ดเจีย(Chia Seeds) ที่พองตัวเรียบร้อยแล้ว
  • เมล็ดเจีย(Chia Seeds) มีองค์ประกอบเป็นสารก่อภูมิแพ้ในกรณีที่ผู้เป็นภูมิแพ้เมล็ดมัสตาร์ด สำหรับผู้ป่วยภูมิแพ้เมล็ดมัสตาร์ดแนะนำให้หลีกเลี่ยง
  • เมล็ดเจีย(Chia Seeds) มีโอเมก้า 3สูง ซึ่งมาความสามารถสลายลิ่มเลือด สำหรับผู้ที่ใช้ยา blood thinners ผู้ที่ใช้ยาแอสไพริน และผู้ป่วยกำลังจะทำการผ่าตัด ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน แต่ ผู้ป่วย haemophiliacs ให้หลีกเลี่ยงการรับประทานเจี่ย
  • เมล็ดเจีย(Chia Seeds) มีจำนวนของกรดอัลฟาไล-โนเลนิค สูง

มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าจำนวนมากของกรดอัลฟาไลโนเลนิ-ในอาหารอาจเพิ่มโอกาสของการ มะเร็งต่อมลูกหมาก

หากคุณมีมะเร็งต่อมลูกหมากหรือมีความเสี่ยงสูง ให้หลีกเลี่ยงการรับประทานในปริมาณมาก

  • การวิจัยที่ทำโดยโรงพยาบาลเซนต์ไมเคิลในโตรอนโต, แคนาดา ได้ชี้ให้เห็นว่าเมล็ด Chia อาจมีความสามารถในการลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่น่าตกใจ ดังนั้นผู้ป่วยความดันโลหิตต่ำควรทานในปริมาณน้อย
  • ไม่ควรบริโภคเมล็ดเจีย (Chia Seeds) ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ควรหยุดพักเป็นบางกรณี
  • คุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรที่ต้องการรับประทานเมล็ดเจีย (Chia Seeds) ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยเพียงพอเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  • เมล็ดเจีย (Chia Seeds) มีวิตามิน B17 สูง , สำปรับผู้ที่ทาน วิตามิน B17 เป็นประจำและทานเมล็ดเจีย(Chia Seeds)อาจจะได้รับปริมาณ วิตามิน B17 เกินขนาด

ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการทานเมล็ดเจี่ย ถ้าคุณทานในปริมาณที่แนะนำหรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางของคุณก่อน

ปริมาณ ที่แนะนำในการทาน เมล็ดเจี่ย

-ผู้ใหญ่ – 15 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ).ต่อวัน

5